<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888</id><updated>2011-04-21T20:14:33.902-07:00</updated><title type='text'>Stories in Thai version......</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>5</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888.post-111209185455626262</id><published>2005-03-29T02:22:00.000-08:00</published><updated>2005-03-29T02:24:14.556-08:00</updated><title type='text'>เอสเอ็มเอส เจ้าค่ะ</title><content type='html'># รัฐบาลประกาศว่า ปี 2005 ใครยังไม่มีแฟนจะกำหนดให้เป็นวัตถุโบราณ&lt;br /&gt;# เชื่อหรือไม่ ปัจจุบันควายไม่ไถนา แต่เอาเวลามาอ่าน message แทน&lt;br /&gt;# เมื่อเธอล้ม ชั้นจะอยู่ข้างๆ คอยทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เธอ..ยืนอีกครั้ง&lt;br /&gt;# ตำรวจกำลังจับคนน่ารักอยู่เธอคงจะปลอดภัยแต่ฉันสิจะไปซ่อนที่ไหนดี&lt;br /&gt;# อยากบอกเธอว่ารัก รัก รัก... รักษาหุ่นด้วยนะ&lt;br /&gt;# ก่อนส่งคิดถึงใจแทบขาด หลังส่งเสียสามบาทแทบขาดใจ&lt;br /&gt;# ตอนนี้เธอดุผอม ผมสวย หน้าใส น่าจะไปลงปกหนังสือดิฉัน... "ดิฉันไม่ใช่คน"&lt;br /&gt;# วันนี้ มีคนบอกรักแล้วหรือยังถ้ายังเตรียมตัว...ขึ้นคาน... :-)&lt;br /&gt;# ดูหญิงห้ามดูแบบภูมิศาสตร์ แต่ให้ดูแบบประวัติศาสตร์ว่าเธอเสียเอกราชมากี่ที&lt;br /&gt;# อย่าเพิ่งดีใจ อย่าเพิ่งได้ใจ ที่ส่งมาให้ ไม่รู้จะส่งให้ใครดี&lt;br /&gt;# อกหักน่ะเรื่องเล็ก...แต่มีแฟนหน้าอกเล็กน่ะเรื่องใหญ่ !!!&lt;br /&gt;# ห่วงนะ ห่วงใย ห่วงไกล ห่วงหา ห่วงนะ ห่วงว่าใครจะคอยเอาหญ้าให้เธอกิน&lt;br /&gt;# ผู้ชายเหมือนผ้าอนามัยมีตั้งหลายยี่ห้อ ผู้ชายไม่ใช่พ่อจะง้อมันไปทำไม&lt;br /&gt;# คนอะไรใจง่ายจังแค่ message ดังก็เปิดอ่าน&lt;br /&gt;# อแฟนา ปรมาลาภา ความไม่มีแฟน เป็นลาภอันประเสริฐ&lt;br /&gt;# ขณะนี้ได้ส่งความคิดถึงผ่านสายไฟช่วยเอานิ้วแหย่รับความคิดถึงด้วย&lt;br /&gt;# สมน้ำหน้า.......คิดว่าผู้ชายส่ง message มาหาละซิ...ฮิฮิฮิ&lt;br /&gt;# ไม่อยากให้ประชากรล้นโลกควรบริโภคกระเทย.........&lt;br /&gt;# เราสัญญาว่าเราจะเป็นนกเอี้ยงที่คอยเลี้ยงนายตลอดไป...&lt;br /&gt;# จากการวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า คนที่เซ็กส์จัดมักกดปุ่มมือถือด้วยนิ้วโป้ง&lt;br /&gt;# ผู้หญิงเหลือน้อยโปรดใช้สอยอย่างประหยัด&lt;br /&gt;# ชั้นไม่มีทางแย่งผัวเพื่อนได้หรอก เพราะยังไงชาตินี้เพื่อนคงหาผัวไม่ได้&lt;br /&gt;# เงินไหลมากอง ทองไหลมาทับ ถ้าเรียนนั่งหลับ ขอให้อาภัพเกรด A&lt;br /&gt;# อยากจีบเธอให้มาเป็นคู่ชมสมอุรา แต่พอรู้ว่าเธอเป็นตุ๊ดสุดเศร้าใจ&lt;br /&gt;# ช่วยอะไรหน่อยนะ ช่วยไปยืนหน้ากระจกแล้วบอกคนในกระจกว่า "ลาวอย่างแรง"&lt;br /&gt;# มองฟ้าแล้วเห็นดาว มองทะเลแล้วเห็นคลื่น มองเธอแล้วเห็นหมี&lt;br /&gt;# อย่าก้มอ่านมากเดี่ยวนอจะทิ่มจอ&lt;br /&gt;# Message นี้จะได้รับเฉพาะคนหน้าตาดีซึ่งจะถูกจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของหายาก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8619888-111209185455626262?l=darintara.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/111209185455626262/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8619888&amp;postID=111209185455626262' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209185455626262'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209185455626262'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/2005/03/blog-post_111209185455626262.html' title='เอสเอ็มเอส เจ้าค่ะ'/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888.post-111209142600273474</id><published>2005-03-29T02:16:00.000-08:00</published><updated>2005-03-29T02:17:06.003-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;ที่เราเป็นคนดีเกินไป แล้ววันนึงมีคนปฎิเสธด้วยประโยคที่ว่า “เราเลิกกันเถอะ นายดีเกินไป” โธ่ อี ด อ ก อยากมีแฟนเลวๆทำไมไม่บอกแต่แรก แกล้งทำตัวดีอยู่ซะตั้งนาน คุณค่ะคุณ คุณคิดว่าเค้าหมายถึงสิ่งเค้าพูดจริงๆเหรอค่ะ ก็คงแค่ประมาณว่าเบื่อแล้วอยากเลิก ให้ทำไงได้ก็ประโยคเนี่ยฟังดูดีที่สุดแล้ว ไม่น่าทำให้คนถูกบอกเลิกเสียใจ แต่คนบอกเคยคิดบ้างมั้ยค่ะ ว่าไอคิวที่มีเกินร้อยหรือเปล่า มีเหตุผลอื่นเป็นแสนเป็นล้านไม่เอามาบอก เหมือนเป็นคำติดปากเมื่อถูกถามว่าเลิกกันทำไม และจะได้ดูเหมือนนางเอ๊กนางเอก มีใครที่ไหน หรือว่าคนโง่ๆ ที่ไหนจะไม่ชอบแฟนที่เป็นคนดีๆบ้างหล่ะค่ะ แต่อีนี่แปลกเนอะอยากมีแฟนเลวๆ คนฉลาดที่ไหนเค้าคิดกันได้แบบนี้ ว่าแต่ว่าอีฉันก็เคยใช้ประโยคนี้ไปหลายครั้งเหมือนกัน ไม่รู้จะบอกเหตุผลว่าอะไร ก็เหมือนบอกปัดไปตามกระแสนิยม แต่เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้วนะค่ะประโยคสิ้นคิด เราควรจะบอกว่า เธอเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พ่อไม่เราไม่อนุญาตให้คบกับนาย นายมันจนถ้าคบกับนาย พ่อกับแม่ไม่อยากให้เราไปลำบากกัดก้อนเกลือกิน เราอยากมีแฟนหล่อๆ แบบแบรดพิท อะไรเทือกนี้เยอะแยะมากมายจะแต่งใส่สวยหรู จับแต่งหน้าทาแป้งหน่อยก็ดูน่าฟังสมเหตุสมผล เก็บเอาไปคิดกันแล้วกันนะค่ะ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8619888-111209142600273474?l=darintara.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/111209142600273474/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8619888&amp;postID=111209142600273474' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209142600273474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209142600273474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/2005/03/blog-post_111209142600273474.html' title=''/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888.post-111209112869667585</id><published>2005-03-29T02:11:00.000-08:00</published><updated>2005-03-29T02:13:59.913-08:00</updated><title type='text'>ค้นพบชีวิต</title><content type='html'>จะมีใครสักกี่คนกันเล่าบนโลกใบนี้จะมีความพอเพียง และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ แต่ด้วยตัวของอีฉันเองก็ยอมนะค่ะว่าเป็นคนไม่รู้จักพอ แต่สิ่งที่อีฉันภูมิใจจะพอใจเสมอมาคือ ครอบครัวของอีฉัน มันไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่างหรอกค่ะ มันอยู่ความคิดพึงพอใจของแต่ละคนนั้นเองที่เป็นตัววัด ใช่มั้ยค่ะ ขอเล่าเรื่องที่เกิดจากตัวเองให้ทุกคนได้อ่านกัน&lt;br /&gt;อีฉันเกิดมาในครอบครัวชั้นกลางไม่ได้มีอะไรที่วิเศษเสิศเลอไปว่าครอบครัวอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสามารถรู้สึกและรับรู้ได้อยู่เสมอ คือความเข้าใจและไว้ใจกันในครอบครัว ไม่เฉพาะแต่ชีวิตของคู่รักเท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในทุกระดับ ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กจำได้ว่าเรามีกันอยู่หกคนภายใต้หลังคาเดียวกัน พ่อ แม่ อาม่า พี่ชาย พี่สาว และก็ตัวอีฉันเองเป็นน้องคนสุดท้อง เดิมทีที่พักอาศัยเป็นอาคารพานิชย์สองห้อง อาชีพทางบ้านก็เป็นแค่ร้านโชว์ห่วย แต่พิเศษที่ว่าไม่เคยเป็นนี้เป็นสินใคร ไม่ต้องทำงานหาเงินส่งดอก ได้มากเก็บมาก ได้น้อยเก็บน้อย และข้อสำคัญที่สุดใช้น้อย ด้วยความงกของทางบ้าน เราทั้งสามคนพี่น้องต้องนอนห้องเดียวกับอาม่า เพราะเวลาเปิดแอร์แค่ห้องเดียวจะประหยัดกว่า นั้นอาจจะเป็นเหตุผลรอง แต่เหตุผลหลักก็ไม่เคยมีใครบอกอีฉันหรอกนะค่ะ ความผูกพันสนิทสนมที่มีกันมาแต่เล็กแต่น้อย ทำให้เราสามคนพี่น้องมีปัญหาทะเลาะเบาะแวงกันน้อยกครั้ง ทั้งที่ตัวอีฉันเองก็อายุห่างจากพี่หกถึงเจ็ดปี ความคิดความอ่านก็ค่อนข้างแตกต่างกันไปตามบุคคลิกและความสนใจ&lt;br /&gt;เรื่องแรกที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึง ถ้าคุณมีลูกหลาน คนในครอบครัว หรือว่าญาติสนิทมิตรสหาย แล้วมารู้วันึงว่าเค้าคนนั้นหรือเธอคนนั้นมีความผิดปกติในการเสดงออกของบุคคลิกภาพทางเพศ เป็นเกย์ กระเทย ทอม หรือดี้ก็ดี คุณจะทำใจได้หรือมั้ยแล้วคุณจะทำตัวเช่นไรเมื่อเจอกับเค้าหรือเธอคนนั้น อีฉันก็จะยกชีวิตของอีฉันแล้วก็ตัวเพื่อนๆที่รู้จักมาเล่าให้ได้รู้กัน มันเริ่มมาตั้งแต่โบราณกาล ครั้นยังเรียนอยู่ประถมศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง เราก็มีกันอยู่สี่คนที่สนิทกัน เพื่อนร่วมชั้นเรียนต่างประณามหยามเหยียดว่าพวกเราเป็น “ตุ๊ด” เรื่องของปากคนเราห้ามกันไม่ได้หรอกค่ะ อีฉันก็กลับมานั่งคิด ณ ตอนนี้เพื่อนๆในตอนนั้นก็ยังเด็กกันอยู่เค้าคิดเค้าเห็นอะไรก็พูดกันไปตามนั้น แต่บอกตรงๆไม่รู้หรอกค่ะ ไอ้คำว่า ตุ๊ด มันหมายความว่าอะไร แต่ใจในมันคิดว่ามันต้องเป็นคำที่ไม่ดีแน่ๆ อีกอย่างตอนที่เราเป็นเด็กๆจะมีใครสักกี่คนที่จะบอกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับครูทุกครั้ง มันก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเด็กขึ้ฟ้อง ซึ่งเพื่อนจะไม่ให้ความสนใจ และยอมรับเข้ากลุ่มเท่านั้น พวกเราจึงได้เก็บทุกสิ่งทุกอย่างกันไว้เพียงสี่คน ไม่มีใครรู้ดีไปว่าใครว่า ตุ๊ด มันหมายความว่าอะไร จะให้กลับไปถามพ่อแม่ว่าคำคำนี้ความหมายเป็นอะไร เห็นว่าจะไม่ค่อยจะสู้ดี ท่านคงคิดว่าอีฉันคงเป็นเด็กมีปัญหาเกเร จึงไม่ได้บอกให้พ่อแม่รับรู้ แต่พวกเราก็มความสุขกันดีตามอัตภาพ จริงแล้วอีฉันไม่ใช่คนหัวดีเรียนเก่งอะไรหรอกค่ะ โชคดีว่าที่บ้านไม่เคยบังคับให้เรียน ให้ทำ แต่ให้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จนฉันได้มาเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนกับคุณครูแถวบ้าน ความสามารถในการอ่านการเขียนของอีฉันก็ดีขึ้น ผลการเรียนก็ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งอีฉันเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า ไอ้คำว่า ตุ๊ด ที่ถูกบัญญัติบนใบหน้าของอีฉันไม่ว่าจะเดินไปทางไหนในโรงเรีบน ก็พึงได้รู้ได้เข้าใจ ว่ามันหมายความว่า บุคคลที่เกิดมาเป็นชายแต่มีบุคคลิกคล้ายผู้หญิง มีความสนใจทางเพศในเพศเดียวกัน แต่ด้วยความที่ว่าเราทั้งสี่คนได้แยกย้ายไปเรียนกันคนละห้อง จึงไม่สนิทกันมากเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้แหล่ะค่ะที่อีฉันพยายามปฏิเสธตัวเอง โดยการเข้าสังคมใหม่ทำทุกวิธีทางเพื่อให้คนอื่นยอมรับเราเข้ากลุ่ม เช่น หันมาสนใจเตะบอลอย่างเป็นจริงเป็นจัง มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กผู้ชายทุกคนจะเล่นฟุตบอล แต่จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของอีฉันว่ามันหนักหนาสาหัสสากันเพียงใด แดดก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย เหงื่อออกเหนียวตัว ยิ่งกลิ่นก็ดมแล้วสลบไปเลยหล่ะค่ะ ไม่เคยมีความรู้สึกว่ามันสนุกตรงไหน แต่ที่เล่นไปเพราะต้องเล่นความจำเป็นอ่ะค่ะ สักพักเพื่อนๆให้การยอมรับบ้าง แห่ม แต่ก็ไม่ทันทีทันใดเหมือนมีเงินซื้อบัตรเติมแล้วก็ใช้โทรออกได้เลยหรอกนะค่ะ ความรู้สึกหลายอย่างเปลี่ยนไปจากคนที่อยเรียกเราว่าตุ๊ดก็น้อยลง&lt;br /&gt;ไม่เพียงเท่านั้น เกิดอะไรขึ้รเหรอค่ะ ครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนมีใครเอาขวานมาจามที่หัว ก็ตอนที่พ่อเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัวตอนนั้นอายุเพียงสิบสอง พ่อถามว่าเป็นตุ๊ดหรือเปล่า เราก็ตอบอย่างเต็มปากเต็มคำว่าไม่ได้เป็น พ่อก็เลยยกตัวอย่างหลายๆอย่างให้ฟัง อีฉันก็ยังยืนยันคำเดิม พ่อบอกับอีฉันว่าไม่เป็นอ่ะดีแล้ว เพราะพ่อเคยทำงานโรงแรมมีเพื่อนร่วมงานที่เป็นแบบนี้เยอะ ไม่มีใครน่าสงสารเท่าพวกเค้า เพราะแก่ๆก็จะอยู่ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวไม่มีลูกหลานคอยเลี้ยงดู หรือว่าตอนแก่ตัวไปก็ไม่มีคนมาสนใจ มีแต่คนสนใจที่เงินของเค้าเท่านั้น คิดมั้ยค่ะว่ามันเร็วไปหรือเปล่าที่พ่อของอีฉันมาพูดเรื่องอย่างนี้กับเด็กอายุเพียงสิบสอง สมองมึนงงไปหมดเหมือนโลกมันหยุดหมุน ปลายมือปลายเท้าชาไปหมด ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือผิดหวังหรอกนะค่ะที่พ่อคิดอย่างนั้น แต่รู้สึกว่า เอ๊ะเราเป็นหรือเปล่าว่ะไอ้ตุ๊ด เต็ด เนี่ย&lt;br /&gt;หลอกตัวเองเรื่อยมาจนกระทั่ง เราทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง พอตอนที่ได้ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง อีฉันได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่งย้ายเข้ามา จะมีใครรู้มั้ยค่ะ ไอ้ตุ๊ดของแท้พร่ระบาดมาอยู่ในรุ่นเดียวกัน รู้อะไรมากขึ้นเหมือนได้เปิดตาเปิดใจเรียนรู้ความเป็นจริง เราได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาอันสั้นผ่านกิจกรรมกีฬา โดยมีสมาชิกเก่าอย่างตัวอีฉันและเพื่อนอีกหนึ่งคน มารวมกับเพื่อนใหม่อีกสองคน ตอนนี้แหล่ะค่ะคือการได้ทดลองเรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้ลองมาก่อน การที่มาเป็นสาวเต็มตัว หันมาเล่นวอลเล่ย์บอลแทนการเตะฟุตบอล วอลเล่ย์บอลเป็นกีฬาที่คนทั่วไปเค้าขนานนามกันว่าเป็นกีฬาผู้หญิง แต่มีใครรู้มั้ยค่ะว่ามันทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย ใช้ความว่องไว ไหวพริบ และก็ไม่มีคำว่าเสมอ มันยิ่งกว่าตัวผู้เล่นแต่มันคือทีม ฉันเริ่มเจอตัวเองด้วยว่าความสนใจที่มีอยู่ ความรู้สึกที่เป็นคำตอบสุดท้ายก็ลงเอยที่คำว่า ตุ๊ด ถ้าลองมองดูดีๆเป็นเรื่องของจิตวิทยา ซึ่งบุคคลรอบข้างในสังคมให้บทบาทเราโดยการเรียกคำต่างต่างนานา นับเดือนนับปี มันก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปก็ได้ แต่ลองสมมตินะค่ะว่าไม่ใครเคยว่าหรือทำกริยาอย่างที่ผ่านๆมากับตัวอีฉัน อีฉันยังจะเป็นแบบนี้อีกหรือเปล่า แต่ฉันไม่โทษใครหรอกค่ะ เพราะทุกอย่างอีฉันเป็นอีฉันเป็นคนเลือกเอง และก็มีความสุขกับมันดีในทุกๆด้าน&lt;br /&gt;เรื่องของความรักก็ตามมาหลังจากสามารถระบุเพศตัวเองได้ รักครั้งแรกถือได้เลยค่ะว่าเป็นรักแรกพบเพื่อนร่วมชั้นเรียนนี่เอง เพราะอีฉันรู้สึกชอบเค้าคนนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น เป็นขนาดที่ว่าไม่ละสายตาไปได้เลยหล่ะค่ะ แหม แต่ก็ว่าไม่ได้นะค่ะ เพราะว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก เราทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กับแบบน่ารักๆ เขียนจดหมายถึงกันทั้งๆที่นั่งห่างกันแต่หนึ่งโต๊ะเรียนเอง ไม่เคยจ้องตากันหรือคุยกันในห้องเรียน ทำไมเหรอค่ะก็อายด้วยกลัวคนอื่นรู้ด้วย ทำไงได้อ่ะค่ะรักต้องห้ามก็ต้องหลบๆซ่อนๆกันไป ดีที่ตรงเราไม่เคยนอกลู่นอกทางแค่ไปดูหนังทานข้าวกันตามประสา แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเลิกกันไปก็เพราะว่าเพื่อนที่สนิทนี่เอง แอบไปมีความสัมพันธ์กันทำให้นางเอกอย่างอีฉันต้องเป็นฝ่ายถอยทัพแพ้พ่ายไปตามระเบียบ รู้มั้ยค่ะประโยคแรกที่อีฉันกัดฟันพูดบอกกับเพื่อนไปเมื่อรู้ความจริง ก็คือ “ไม่เป็นไรหรอกเราเป็นเพื่อนกัน มีอะไรก็แบ่งๆกันใช้” มีใครจะรู้มั้ยนค่ะว่าความรู้สึกตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง มันเจ็บแต่ร้องไม่ออก เพราะตัวการสำคัญคือเพื่อนของเรานั้นเอง หลังจากนั้นก็เลยคิดว่าไม่มีผู้ชายที่ไหนไว้ใจได้อย่าคิดไปรักใครอีกเลย ด้วยเหตุที่ว่าเขียนจดหมายตอบไปตอบมาอยู่หลายฉบับ ที่บ้านก็ได้รู้ความลับที่ซ่อนไว้ จึงตัดสินใจพูดความจริง แต่ก็สัญญาว่าจะพยายามเปลี่ยนความคิดความอ่าน ให้กลับมาเป็นผู้ชายปกติทั่วไป&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งถึงแม้ตัวเราและสถานะทางสังคมเราเปลื่ยนไป แต่คนในครอบครัวไม่เคยเปลี่ยน พ่อจะบอกอยู่เสมอว่าอย่าคิดว่าพ่อแม่พี่น้องไม่รัก วันใดที่ปีกกล้าขาแข็งก็จะออกไปอยู่ตัวคนเดียวก็ไปได้ แต่ให้เข้าใจเสมอว่าคนที่นี่ยังรักและยังรออยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าถ้าล้มเหลวกลับมาจะดูถูกดูหมิ่น มีแต่จะให้กำลังใจดูแลเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามยังไงก็ยังเป็นลูกท่าน เป็นการคุยเปิดอกอย่างกินใจ ทุกครั้งที่นึกถึงก็จะทำให้อีฉันมีกำลังใจตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลาที่อีฉันท้อแท้ใจ แต่ความพอดีและขีดจำกัดก็มีอยู่ตามข้อตกลง อีฉันโชคดีตรงที่ทางบ้านและคนในครอบครัวเข้าใจ แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่ตรงนี้เท่านั้น ตัวเพื่อนรุ่นพี่ของอีฉันอายุสิบแปดในตอนนั้นเห็นจะได้เพิ่งจะมาค้นพบตัวเองว่าจริงๆแล้วชีวิตที่เลือกเดินมามันใช่ความสุขที่แท้จริง เคยเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแฟนและเพศสัมพันธ์ตามปกติของชายชาติทหารทั่วไป แต่หาได้มีความสุขมั้ย เกิดอะไรขึ้นเหรอค่ะ ก็กลับกลายมามีสามีเป็นตัวเป็นตนจนอีฉันตั้งตัวไม่ติดเลย เรื่องมันก็เกิดตรงที่ปัญหาทางบ้านอ่ะค่ะรับไม่ได้ไม่เข้าใจกัน เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตจนขนาดหนีออกจากบ้านรู้มั้ยค่ะว่านานแค่ไหน เป็นระยะเวลาตั้งสองปีที่ไม่ได้ติดต่อกลับมาทางบ้าน หรือว่าเพื่อนพ้องเก่าๆเลย จนสุดท้ายประสบปัญหาหลายๆอย่างยอมแบกหน้ากลับมาบ้าน รู้มั้ยค่ะว่าใครเป็นคนดีใจที่สุด ก็คนที่เป็นแม่นะซิค่ะ ยอมรับทุกอย่างอยากเป็นอะไรก็เป็นไปอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ต้องกลับมาอยู่บ้านไม่ให้ไปอยู่ที่ไหนอีกต่อไปแล้วปล่อยให้อดีตเป็นแค่ความทรงจำ สองปีที่ไปอยู่ที่ต่างจังหวัดเป็นลูกจ้าง ทำงานได้วันละไม่กี่บาท ตกเดือนละไม่กี่ร้อย แต่ก็มีความสุขและก็ประสบการณ์ชีวิตมากมายมาเล่าสู่ให้ฟัง เห็นมั้ยค่ะว่าชีวิตบางครั้งมันละเอียดอ่อนและซับซ้อนจนขนาดที่คาดกันไม่ถึงเลย&lt;br /&gt;ชีวิตของอีฉันเองก็ดำเนินมาเรื่อย โดยเลือกเส้นทางสายที่คนหลายๆคนดูถูกเหยีบหยาม และถูกมองเป็นคนชั้นต่ำ ให้ตายเหอะเค้ามีเครื่องมืออะไรที่วัดออกมาได้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน กรดเบสมันยังมีอินดิเคเตอร์เป็นตัวบอกค่าพีเอชนะ พวกเกย์กรือกระเทยจะถูกมองว่าบ้าผู้ชาย มันก็จริงบ้างอ่ะค่ะ บางคนที่เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันก็เหมือนกับที่ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเสื้อผู้หญิงอะไรทำนองนี้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันทุกคนอย่างที่ถูกมอง การแสดงออกต่างๆก็ถูกมองว่าวิตถารไม่น่าดู ผิดศีลธรรม ทำให้เด็กๆเสื่อมเสีย เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี มีใครจะคิดว่าผลงานหลายชิ้นที่เชิดหน้าชูตาประเทศมาจากฝีมือคนเหล่านี้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เราควรจะให้เกียรติ ความเป็นคนเท่าเทียมกันทุกคน อย่ามองเพียงว่าเค้าเป็นอะไร ให้ดูที่ว่าเค้าทำอะไรมากกว่า......ก็อย่างที่พูดกันติดปากเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้......ก็ขอฝากให้เอาไปคิดกันนะค่ะ&lt;br /&gt;อักษรสวรรค์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8619888-111209112869667585?l=darintara.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/111209112869667585/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8619888&amp;postID=111209112869667585' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209112869667585'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209112869667585'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/2005/03/blog-post_29.html' title='ค้นพบชีวิต'/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888.post-111209047062032382</id><published>2005-03-29T01:57:00.000-08:00</published><updated>2005-03-29T02:20:00.226-08:00</updated><title type='text'>สวยด้วยแพทย์เวอร์ชั่น 2</title><content type='html'>&lt;div align="right"&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;        เช้าวันที่ 25 ธันวาคม 2547 มีใครจะรู้มั้ยว่าในตัวเรามีเงินติดตัวมามากกว่า ห้าหมื่นบาท แหม จะ เอาเงินไปทำอะไรอ่ะเหรอ ก็เอาไปจ่ายเป็นค่าเขียงกับมีดให้หมอนะซิ ก็อะไรซะอีก มารักษาอาการสายตาสั้นโดยใช้เลเซอร์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เลซิกส์” (LASIK) วันที่นัดตรวจวันแรก ก็หมดไป หนึ่งพันบาท เล่นเอาตาพร่ามัวไปเลย ที่ตาพร่าไม่ใช่ว่าจ่ายเงินแค่พันเดียวนะค่ะ ระดับลูกเศรษฐีติดอับหนึ่งในสิบของหมู่บ้าน เป็นเพราะว่าพยาบาลเลยหยอดยามากกว่าสิบรอบ มีทั้งแสบ ทั้งขม และก็เค็ม ทำไมถึงรู้รสชาตินะเหรอ ก็จากที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์งูๆปลาๆ มันมีท่อที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำตา กับ ช่องคอ บางครั้งที่เราหยอดตาจึงรู้สึกถึงรสชาติยา แต่ครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าครั้งไหนๆเพราะจุดประสงค์ไม่ได้แค่ล้างขี้ตาตอนเช้า หรือว่าเล่นบทนางเอก อุ๊ยผงเข้าแล้วจะมีผู้ชายแคมๆมาช่วยเป่านะค่ะ คือเราต้องเปิดม่านตาหรือที่เรียกว่า “ไอริส” (Iris) ให้กว้างเท่าที่จะกว้างได้ เมื่อเวลาเข้าเครื่องตรวจจะได้ตรวจอย่างละเอียด ดิฉันก็นั่งไปเถอะ เหงยจนคอแข็ง มาหยอดทุกๆห้านาทีก็ปาเข้าไปเกือบสองชั่วโมง ดีนะที่ไปคนเดียวไม่งั้นไอ้คนที่มาเป็นเพื่อนคงบ่นจนหูชา แถมตายังพร่ามัว อุ๊ยสวรรค์ช่างไม่เข้าข้างคนสวย เครื่องที่เข้ารับการตรวจนั้น เครื่องแรกก็เหมือนกับร้านวัดสายตาประกอบแว่นทั่วไป แต่อีบ้าเครื่องที่สองนี่ซิค่ะ อะไรที่ไม่ได้ลองก็ลองอีวันนี้แหล่ะค่ะ ที่ว่าจะมีพระเอกมาเป่าตาให้เราตอนฝุ่นเข้าตาก็มีโอกาสได้ลิ้มลองความรู้สึกก็คราวนี้แหล่ะ ใครอยากรู้ความรู้สึกมันเป็นยังไงก็มาลองกันได้นะ เพราะเครื่องนี้จะเป่าลมออกมาสั้นๆที่ลูกตาเพื่อทดสอบความดันของลูกตา เก๋มั้ยค่ะ กระเทยที่ว่ารู้เรื่องข่าวคราวทางการแพทย์บ้างก็เพราะเคยมีแฟนเป็นหมอก็ถึงกับก้งก๋งไปเลย ครั้งแรกก็ผงะไปเลย ตกใจนิค่ะ แต่ก็กัดฟันสู้ค่ะเพราะเจ็บกว่านี้ฉันยังผ่านมาได้ แต่เสียวๆเกร็งๆกล้าๆกลัวๆ เหมือนจะมีอะไรมาโดนตา เป็นยายจะมียายที่ไหนยอมหล่ะจริงมั้ยแต่ก็สนุกดีนะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผ่านไปแล้วสองด่าน อีกด่านก็เป็นเครื่องที่จะเปิดไฟให้จ้า ตอนนี้แหล่ะค่ะที่ดิฉันตกเป็นของเค้าเพราะมันดันเปิดอ้าซิค่ะ ที่เปิดนะไม่ใช่หว่างขานะ เป็นม่านตาค่ะแล้วเค้าก็ใช้ช่วงเวลานี้แหล่ะค่ะ แอบถ่ายเอาความลับความนัยไปหมด ไม่เหลืออะไรอีกแล้วในดวงตาอีฉัน ถึงขั้นตอนเครื่องสุดท้ายเแต่เห็นจะเป็นเครื่องที่แพงแล้วก็ลำบากที่สุด ต้องใช้คนถึงสองคน คนแรกไว้ควบคุมเครื่อง ส่วนพยาบาลอีกคนก็คือคนที่จะกางขา ว้ายไม่ใช่ ถ่างตาค่ะเพราะเครื่องนี้จะทำการสแกนแล้วก็จะถ่ายภาพสามมิติวัดความลึกตื้นหนาบางของชั้นดวงตา ตอนที่เห็นผลตรวจครั้งแรกคิดว่าภาพถ่ายจากดาวเทียมที่เค้าเอาไว้ถ่ายภาพภูมิอากาศอะไรเทือกนั้น กว่าจะเรียบร้อยโรงเรียนจีนก็กินเวลาอันมีค่าของดิฉัน ที่ปกติจะเอาไว้จิกชายกับนอนกลางวันไปหมดสิ้นเสียหนึ่งวัน&lt;br /&gt;แต่ไอ้ที่ทำการผ่าตัดจริงนี้ซิค่ะ มีกิ๊กที่กลายมาเป็นเพื่อนพาไป คนที่บ้านอ่ะเหรอแกก็มีอะไรทำกันไปตามประสา ไปถึงก็อีร๊อปเดินค่ะ นอนเหงยหา แล้วก็ถ่างขา ว้าย ขออภัยค่ะ ถ่างตาหยอดยาอีกแล้ว ไม่รู้อะไรนักหนาเท่านั้นยังพอยังให้ใส่เสื้อคลุมหมวกคลุมผมอะไรก็ไม่รู้ ไอ้อีฉันก็อยากจะโชว์ร่างกายอันงามระหงส์ แล้วก็เข้าไปนั่งที่โซฟาด้านในซึ่งน่าจะเป็นห้องทำใจ ก่อนโดนตอน เพราะบรรยากาศในห้องให้มาก เป็นห้องที่แอร์เย็นจับใจ แสงไฟก็สลัวๆทำให้เคลิ้มแล้วก็ผ่อนคลาย เอาเป็นว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แบบว่าผ่อนคลายแต่รู้สึกหวิวๆยังไงบอกไม่ถูก สงบจิตสงบใจนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วได้ไม่นานก็มาเรียกเข้าห้อง “ไปนอนที่เตียงค่ะ” เป็นประโยคสั้นๆที่ได้ยินจากคุณหมอคนสวย หลังจากนั้นก็ขยับไปขยับมาให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากนั้นคุณหมอ ก็....หยอดอีกแล้วค่ะ แต่คราวนี้เป็นยาชา แล้วหมอก็เอาไม้อะไรมาจิ้มทดสอบที่ตาขาวรู้สึกนะค่ะ ว่ามีอะไรมาสัมผัสที่ตาแต่ว่าตาไม่กระพริบแล้วก็ไม่เจ็บด้วย ยาที่หมอใช้กับคนใคร บางครั้งก็เหมือนนักมายากลเล่นกลให้เราดู แล้วคุณหมดให้ขึ้นขาหยั่ง อุ๊ยไม่ใช่ค่ะ คุณหมดใส่ที่ถ่างตาทรมานมากค่ะ ขนาดมีฤทธิ์ยาชายังรู้สึกเคืองๆ แล้วหมอก็เลื่อนเครื่องมือมาครอบที่ดวงตา ถึงเวลานี้นะค่ะ คราวนี้ไม่ต้องนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว ผัวหรือกิ๊กกั๊กที่ไหน เพราะว่าคุณหมอให้เราใจจดใจ่อมองที่แก้วนิมิต ไม่ใช่ มองที่ดวงไฟสีแดงที่กระพริบอยู่ ไม่ให้หันหน้าหรือว่าขยับใดๆทั้งสิน อีฉันจะไอยังต้องแอ๊บไว้เลย หลังจากนั้นคุณหมอก็จะเริ่มต้นที่การฝานกระจกตา หรือว่าจะอธิบายง่ายๆก็คือจะทำการเปิดกระป๋อง โดนการใช้เครื่องมือที่มีแรงดูดเหมือนเครื่องดุดฝุ่น ดูดลูกตาเราขึ้นมาแล้วใช้ใบมีดก็จะเลื่อนมาเรื่อยฝานกระจกตาเราออก แต่จะเปิดออกไม่สุดจะมีติดอยู่หน่อยนึง แต่จะบอกอะไรให้นะค่ะ ไอ้ตอนแรกคุณหมอไม่ได้บอกไว้ก่อนว่าจะมีเสียงอะไรแปลกๆด้วย เพราะตอนแรกยังไม่ได้เปิดเครื่องมันก็เงียบซิค่ะ ค่อยเลื่อนมาที่ตาอีฉันแค่นี้ก็ลุ้นแทบตายแล้ว แต่ไอ้ที่ตกใจอ่ะตอนนี้เที่หมอเปิดเครื่องดูดซิ ทั้งเสียงแล้วก็แรงดูด ทำให้กระตุกไปเลยค่ะ หมอก็บอกว่าอย่าขยับค่ะ เกือบแล้วเกือบแล้ว แห่มก็เล่นทำหระเทยตกใจไม่ให้สะดุ้งได้ไง ไม่กรี๊ดก็บุญเท่าไหร่แล้วค่ะคุณหมอ พอเปิดกระป๋องเป็นที่เรียบร้อยคุณหมอก็ใช้เครื่องมือเขี่ยกระจกตาเพื่อเปิดหระจกตาแล้วก็ถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการยิงเลเซอร์ แต่ตอนนี้ขอบอกเลยค่ะว่าหมอกลงมองอะไรไม่เห็นเลยมีแต่ความพร่ามัว ถ้ามีผู้ชายเข้ามาตอนนนี้ก็คงจะกินได้หมดเพราะบอกไม่ได้แล้วหล่ะค่ะ ว่าหน้าเลิศไม่เลิศ แล้วสัณญาณเครื่องก็ทำงาน มีเสียงแป๊ะ แป๊ะ ไม่ใช่ตบมือนะ แต่เป็นเสียงเลเซอร์ยิงกระจกตา เครื่องที่ใช้เป็นรุ่นที่สี่ ซึ่งต่างกับที่พี่สาว และพี่ชายของอีฉันได้ทำเป็นแค่เครื่องรุ่นสอง ซึ่งความสามารถยิงเลเซอร์ เป็นแผงหน้ากระดาน แต่เดี๋ยวนี่เค้าพัฒนาแล้วยิงเป็นจุด แถมยังมีเซ็นเซอร์คอยจับการเคลื่อนไหวของลูกตาด้วยเก๋มั้ยหล่ะ ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกัน รู้มั้ยค่ะตอนนี้แหล่ะที่ทำให้น้ำย่อยดิฉันพุ่งพล่าน เพราะว่ากลิ่นที่ล่องลอยมาจากดวงตาอันแสนหวานและไร้เดียงสาของอีฉันมันมาเตะที่จมูก เหมือนกำลังย่างซีฟู้ดอยู่ริมทะเล โอ๊ย ในใจก็นึกว่าตายแน่ ตาฉันจะบอดมั้ยเนี่ย ได้กลิ่นไหม้ หมอบอกว่าปกติค่ะ ออกจากห้องก็ควักออกมารับประทานได้เลยค่ะ เมื่อเสร็จขั้นตอนในการใช้เลเซอร์ เปิดอะไรไว้ก็ต้องมาปิดอ่ะซิค่ะ คุณหมอก็พยายามที่จะปิดฝากระป๋องเข้าที่เหมือนเดิม แล้วก็...หยอดยาอีกแล้วค่ะ แต่อันนี้คล้ายจะเป็นกาวไว้ผนึกกระจกตาให้เข้าที่เหมือนเดิม สักพักเราก็เปลี่ยนมาทำตาอีกข้าง มีใครจะรู้มั้ยค่ะว่ามันไม่เจ็บอะไรหรอกค่ะ แต่ไอ้เรื่องความรู้สึกมันทั้งลุ้น ทั้งเสียว ทั้งกลัว ทั้งพะวง และแล้วเสร็จพีธี เท่านี้ยังไม่พอให้เข้าไปนั่งที่ห้องเมื่อกี้อีกแล้วค่ะ พักได้อีกประมาณสิบนาทีก็เรียกไปให้คุณหมอเช็คอีกทีดูความเป็นไปหลังการผ่าตัด ตอนนี้นะค่ะ ไม่บอดก็เหมือนอีบอดแหล่ะ มันเหมือนมีหมอกหน้าจัดอยู่ตรงหน้าทำอะไรไม่ถูกเลยค่อยๆเดิน ค่อยๆคลำตามประสา และแล้วก็รู้สึกตัวเบาเหมือนกับกำลังจะลอย ก็เพระว่าจ่ายเงินห้าหมื่นที่พกมานะซิค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;อีตอนออกจะห้องผ่าตัดมองอะไรไม่ค่อยจะได้แล้วนะแต่ระบบประสาทสัมผัสยังดีอยู่ยังนับเงินได้เป็นปกติ หลังจากนั้นเพื่อนก็พาไปขึ้นรถ อันนี้แหล่ะค่ะเรื่องตลก เพราะตามองไม่เห็นไม่เท่าไหร่ยังใส่แว่นดำอีก เลยเลือกที่จะหลับตาแล้วระหว่างที่ออกจากลิฟท์ก็ยังต้องเดินขึ้นไปอีกหนึ่งชั้นเพื่อไปที่จอดรถ แต่ด้วยความที่ว่าตาบอดหูไม่หนวกก็ได้ยินเสียงรถเลี้ยวลงมา แต่ด้วยความไม่แน่ใจเลยบอกเพื่อนไปว่ามีรถมา มันก็บอกว่ารู้แล้วตัวคนขับรถก็ยิ้มให้เหมือนรู้นะว่ามีคนเดิน แต่กลัวมันจะกะที่ว่างแต่ตัวมันเองก็เลยลืมตาขึ้นมาดู อี ด อ ก เนื่องจากรถมันจะเข้ามาชนอีฉันค่ะ แล้วถนนก็ค่อนข้างแคบ กลัวรถจะชนก็เลยเขยิบหลบไปหนึ่งฝ่าเท้ารู้มั้ยค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น ตกร่องค่ะ แหมก็ลงไปแบบว่าท่ากึ่งนั่งกึ่งยืน ไอ้เพื่อนบ้าแทนที่จะถามว่าเป็นอะไรมั้ยตามประสาคนที่เป็นห่วงเป็นใย แต่มันดันหัวเราะเยาะยังไม่พอแค่นั้นยังมาบอกเราอีกว่า ก็บอกแล้วว่าอย่าขยับไปไหนลุงเค้ารู้ว่ามีคนเดิน แห่ม ถ้ารถโฉบเข้ามาชนอีฉันจริงๆคราวนี้ได้นอนโรงพยาบาลแน่ๆ หลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายหลังจากการผ่าตัด แต่สิ่งหนึ่งก็ คือ การที่เราเคยล้างหน้าทุกวัน วันละหลายเวลา แต่ตอนนี้ห้ามล้างหน้าเป็นเวลากว่าสิบวัน นับแล้วนับอีกก็ไม่สิบวันสักที ดีที่ได้โทนเนอร์ น้ำยาเช็ดเครื่องสำอางค์ยื่ห้อคลีนิคซ์ อันแสนจะไฮโซช่วยเอาไว้ ก็มันแรงจนขนาดที่เช็ดหน้ารู้สึกเลยหล่ะค่ะว่ามันสะอาดลึกเข้าไปถึงรูขุมขน....ก็มีเรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับสวยด้วยแพทย์เวอร์ชั่นสองเท่านี้แหล่ะค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อักษรสวรรค์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8619888-111209047062032382?l=darintara.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/111209047062032382/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8619888&amp;postID=111209047062032382' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209047062032382'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111209047062032382'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/2005/03/2.html' title='สวยด้วยแพทย์เวอร์ชั่น 2'/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8619888.post-111208924488915780</id><published>2005-03-29T01:35:00.000-08:00</published><updated>2005-03-29T01:40:44.903-08:00</updated><title type='text'>สุรวงศ์ เมื่องลับแล</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;               จะมีใครสักกี่คนกันเล่าที่รู้ความนัยแอบแฝงซ่อนเร้น ณ ใจกลางกรุง ถนนสุรวงศ์ที่ตีคู่ขนานไปกับถนนสีลม ได้ดีไปกว่าลองสัมผัสเองอย่างตัวอีฉันก็คงไม่เชื่อ แต่ไอ้ความที่คันก็เนื่องมาจากเพื่อนอีฉันที่มาจากสิงคโปร์อยากจะมาดูอะไรที่แปลกประหลากหกคะเมนตีลังกา พูดแค่นี้คงคิดกันได้แล้เวนะค่ะว่าเป็นอะไร หาดูที่อื่นไม่ได้นอกจากรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมร ในเรื่องนี้บางคำที่จะเล่าให้ฟังก็จะละไว้ในฐานที่รู้กัน หรืออาจจะใช้ภาษารู ซึ่งผู้รู้เท่านั้นที่จะเข้าใจ จึงขอโทษท่านผู้อ่านบางท่านมา ณ โอกาสนี้&lt;br /&gt;            ก็แห่มเป็นที่รู้กันดีนะค่ะว่าอีฉันดำรงตำแหน่งมิสออนไทม์ ก็ต้องทำตัวเป็นนางงามนิดนึง โดยการเป็นไกด์พาเที่ยวสถานบันเทิง ก็ไม่อยากจะบังคับลูกทัวร์ จึงมีช้อยให้ระหว่าง ไปแด๊นซ์กับหนุ่มๆเบียดบี้สีขัดกันให้มันไม่เหลืออะไรไปเลย หรือว่าจะไปดูโชว์ที่เค้าเรียกว่า ฟั  ก  กิ้  ง  โ  ช  ว์  อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขกใครจะไปรู้ค่ะว่า ลูกทัวร์ของอีฉันเลือกที่จะไปกับทัวร์สายวิตถาร แห่ม ก็แฟนๆเรียกร้องมา จัดให้ซิค่ะ เดี๋ยวจะเสียชื่อเจ้าบ้านหมด แต่ด้วยความที่ไม่ชำนาญการแล้วก็ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ก็เลยเรียนถามท่านที่ปรึกษาเกียรติมศักดิ์ แต่ก็ไม่เสียแรงที่โทรไปถาม เพราะชีเคยไปมาก่อนกับญี่ปุ่นที่เรียกกันอยู่บ่อยๆ ได้ความว่า อยู่ที่ถนนสุรวงศ์ ราคาค่าผ่านประตูจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยแปดสิบ ถึงสองร้อยบาทเห็นจะได้ แต่มีแถมให้หนึ่งดริงซ์น่ะค่ะ เลือกได้ค่ะไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม(มีใส่มะนาวนอกหันเป็นแว่นให้ดูหรูมีราคาแพงสมน้ำสมเนื้อ)  หรือว่าเบียร์ โอ้โฮ้ กว่าจะมาครบองค์ก็ปาไปตั้งห้าทุ่มแล้ว เดินเข้าไปในซอยนะค่ะ มีแต่เด็กเชียร์แขกเข้ามาทึ้งดึงกันไปคนละทาง แถมคำโฆษณาก็มีแบบว่าฟังแล้วหัวใจจะวาย โรว์ชูรวยคุย โรว์ชูรักชุกร่าววู่ โรว์ชูเร็ดยุด อู๊ย ต่างต่างนานา แหม แต่ก็บอกกันดีๆก็ได้ทำไมต้องดึงกันแบบว่าใช้แรงบังคับเลยนะ ไอ้เราก็มีแค่สองลูกตาจะให้เข้าไปดูให้หมดทุกบาร์เลยก็คงไม่ได้ แต่ก็ตกลงกันว่าลองสุ่มเข้าไปดูกันก่อน แล้วถ้าชอบบาร์ไหนค่อยตัดสินใจจ่ายตังค์เข้าไปดูโชว์ ขอบอกนะค่ะ ไม่ได้เข้าไปดูตัวอย่างหนังอย่างคนอื่นหรอกค่ะ กลัวหมดรสชาติก่อนได้ดูของจริง แค่ได้ไปดูที่ร้านเล็กๆซึ่งอยู่แทบจะสุดซอย ขณะที่เดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ในหัวสมองของดิฉันก็คิว่ามันน่าจะเป็นโชว์เต้นอะโกโก้รูดเสาอะไรสักอย่าง เพราะทำนองเพลงที่ได้ยินจังหวะมันบีบหัวใจให้เต้นแรงขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางก็เจอเจ้าบ้านเกย์ไทยพาฝรั่งขี้นกไป...มั่งค่ะ แถมฝรั่งยังช่วยโฆษณาขายของอีกว่า You have to go now. You will miss the show and enjoy yourself…. ฟังแล้วก็ไม่แปลกใจอะไรหรอกค่ะ มันดูเป็นเรื่องธรรมชาติ และแล้วภาพแรกที่อีฉันเห็นมันไม่เหมือนกับที่คิดไว้ มันมันส์ยิ่งกว่า หัวใจของอีฉันหายว๊าบไปในหริบตา เป็นการกระทำที่ดูเร่าร้อน รวดเร็ว รุนแรง และคล่องแคล้ว ดนตรีที่ดังประกอบอยู่นั้นเป็นตัวบอกจังหวะ ความถี่ ความเร็วและความแรงนั้นเอง แม่เจ้า! กระแทกกันกระหน่ำน่ำเกร็งแบบว่ามองตามไม่ทันเลยค่ะ โอ๊ยเห็นแล้วเจ็บแทน เอ๊ะหรือว่ามันอาจจะชาหรือชินไปซะแล้วก็ไม่รู้นะค่ะ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพื่อนเราให้ฟังมาก็เยอะ เจอกับตัวเองบ้างก็มี ไม่เคยเจอใครอะไรยังไงเท่านี้มาก่อน จะเป็นไปได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะมีความเร่ง และความเร็วได้เท่านี้ อาจจะเป็นสถิติโลกลงกินส์เนสซ์บุ๊ค อันนี้ต้องหาลองเอาเองแล้วก็นับจับเวลาดู ไกด์ไม่สามารถหาหรือตอบได้...&lt;br /&gt;            แต่ด้วยความให้สิทธิ์กับลูกทัวร์เป็นคนเลือก ก็ดูกันซะเกือบทุกร้าน ก็ตกลงปลงใจเป็นร้าน The Boy  หรืออะไรซักอย่างไม่แน่ใจค่ะ แต่เป็นร้านที่ใหญ่พอสมควร กว่าจะตกลงกันได้ก็ปาไปห้าทุ่มสิบห้า โชว์ก็เริ่มตั้งแต่ห้าทุ่ม ก็จะสิ้นสุดที่ประมาณห้าทุ่มสี่สิบห้า วันนึงจะมีโชว์ประมาณสามรอบโดยจะเริ่มทุกๆต้นชั่วโมงหลังข่าว แต่ก็ตัดสินใจกันแล้วว่าถ้าเสร็จจากที่นี้จะไปแด๊นซ์เบียดหนุ่มๆหล่อๆกัน ค่าดูโชว์คนละสองร้อยบาทได้เครื่องด้วย ก็สั่งกันแบบว่าไร้เดียงสาเสมือนเป็นเด็กรุ่นๆเพิ่งแตกเนื้อสาว สไปรท์กับโค้กเท่านั้น ตั้งแต่กินสไปรท์มาก็มีครั้งนี้แหล่ะค่ะ แก้วหล่ะสองร้อยบาท แหม แต่ได้นั่งกันแบบว่าติดขอบเวทีเลยนะค่ะ ใกล้กับทางเดินขึ้นลงของนักแสดงก็มันส์ซิค่ะ ก่อนที่คนอื่นจะได้เห็นได้รู้ อีเจ๊ๆข้างก็เห็นกันก่อนแล้ว เสียดายไปอย่างจโชว์เล่นไปประมาณครึ่งทางแล้วก็เลยเป็นโชว์ชุดใหญ่ ชุดคุณขอมา โรว์ชูเร็ดยุดหรู่หมู่ มีตั้งแต่หนนึ่ง สองและสาม มากมายหลายฟังก์ชั่น เลือกดูเลือกชมกันได้ตามความพอใจ แต่สิ่งหนึ่งที่อีฉันประทับใจก็คือ ทุกคนใส่เสื้อกันฝนหมด ยกเว้นคนที่เล่นบทนางเอก จะสวมกางเกงในบิกินนี่จีสติงค์ ซึ่งจะสามารถ...ได้โดยไม่ต้องถอดออก ดนตรีบรรเลง วงมโหรีก็มันส์ละค่ะงานนี้ก็ใช้ท่าพื้นฐานกันตามสมควรในตอนแรก แต่ที่เห็นจะดูตื่นเต้นก็ตรงที่หมุนได้สามร้อยหกสิบองศา แม่เจ้าอะไรยังไงอ่ะ มาสอนแฟนฉันหน่อยซิ อยากลองมั่งอ่ะ แต่ที่เห็นจะเด็ดที่สุดก็คงเป็นการปีนขึ้นไปห้อยขื่อ แล้วก็โล้อย่างเมามันส์โดนที่ไม่มี disconnection แกว่งกันขนาดที่ก็นึกถึงตอนเด็กๆที่เล่นชิงช้าในสวนซิค่ะยังไม่เร็วเท่า และก็มีแบบที่ว่ามาเด้งหน้าเด้งหลังอยู่ตรงขอบเวทีใหล้ชิดประชาชนยิ่งกว่าตอนส.ส.ออกมาหาเสียงซะอีก แทบจะทิ่มลูกตาอีฉันอ่ะค่ะ ไม่เคยเห็นอะไรที่มันแจ่มแจ้งแดงแจ้ไม่ใช่เฉพาะที่หัวนะค่ที่แดง ทำให้ดีฉันพร่ามัวไปหมดคิดไปต่างต่างนานาว่าถ้ากลับไปจะเป็นตากุ้งยิงมั้ยเนี่ย แต่เราไม่ได้แอบดูนะค่ะ เค้าทำกันให้เราดู เราก็ดูเล่นเป็นบทผู้ชมที่ดี แต่ขอบอกด้วยความสัตย์จริงนะค่ะ หาได้มีอารมณ์ต้องการทางเพศ ณ ตอนนั้นไม่ มีแต่ความสับสนแล้วก็ตื่นตาตื่นใจ อีกใจก็กลัวจะเจอคนรู้จักเพราะจะทำให้เสียชื่อ...&lt;br /&gt;               หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษค่ะมีแต่โชว์ตลกป่วงๆ ที่หาได้มีความสนุกมั้ย ตอนอีฉันเคยโชว์กับพวกคุณพี่ยังเวอคร์กว่าเลย แห่มแต่ทำไงได้ก็มาดูแล้วอ่ะค่ะ เป็นเนื้อเรื่องที่คนทั่วไปรู้ๆกันอยู่ คู่กรรม อังสุมาริน กับ โกโบริ แล้วก็มีกระเทยป่วงออกมาเล่นบทแม่นากถือดิวโด้ออกมา ขอบอกว่าดิวโด้ไม่ใช่แค่ Size XL แต่ XXXL ชีก็เลย...กับดิวโด้ไปตามภาษา เรื่องที่อีฉันเล่ามาไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกค่ะ แต่ที่จะมาเล่าให้ฟังคือเรื่องที่จะกล่าวต่อไปจากนี้&lt;br /&gt;            จากการที่สังเกตุเด็กที่โชว์อยู่บนเวทีนะค่ะ ด้วยสัญชาติญาณดิบของเกย์ที่มีของอีฉัน มันบอกว่าส่วนใหญ่ไม่น่าจะให้เกย์โดยสายเลือด แต่เป็นการกระทำเพื่อแลกกับวัตถุที่มนุษย์เรียกว่า “เงิน” ตัวอีฉันเองก็ไม่ได้แน่ใจอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกคค่ะ แต่จากที่รู้มาจากรายการโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หนังสือชีวประวัติของเกย์บางท่าน และประสบการณ์ตรงจากเพื่อนของอีฉันเอง เพราะตอนนั้นเพื่อนอีฉันมันหนีออกจากบ้านไม่เงินใช้ แต่ด้วยความความที่มันมีรูปร่างพอใช้ได้บวกกับอายุยังน้อยดูละอ่อน จึงเอาข้อดีตรงนี้เป็นจุดขายหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่พอสักพักมันคิดอะไรได้มากขึ้น มันก็กลับบ้าน แล้วก็เลิกอาชีพนี้ไป แต่สิ่งที่อีฉันอยากให้ทุกคนได้คิด ลองเปิดใจดูนะ ว่าจะมีสักกี่คนที่เกิดมาทำงานนี้เพราะเหตุผลที่ว่า ผมรักงานบริการแล้วงานนี้ก็เหมาะกับผมมาก มันมีข้อเท็จจริงอยู่ข้อนึง ถ้าคุณคิดจะขายของประเภทนี้ คุณไม่สามารถที่จะเลือกลูกค้า เพราะฉะนั้นคุณคิดว่าพวกเค้าเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเลือกที่จะทำงานนี้ เพื่อต้องการหาเงินใช้ แต่คุณค่ะอย่าลืมซิค่ะว่ามีตั้งกี่ล้านวิธีที่ใช้หาเงินมีทั้งสุจริต และทุจริต ทำไมพวกเค้าถึงได้เลือกหนทางนี้ อาจจะเป็นเพราะว่างานเบา เงินดี ค่าคอมสูง แต่เคยคิดมั้ยว่าเงินมันมีค่ามากกว่าคำว่าศักดิ์ศรี หรือว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดติดโรคทั้งชีวิตเลยนะค่ะ แล้วถ้าคนที่ให้กำเนิดมาได้รู้ความจริงจะทำใจได้เหรอค่ะ ท่านคงไม่ดีใจกับเงินที่คุณหามาได้ไม่ว่ามันจะมากมายสักแค่ไหน แต่มันมาจากการขายร่างกายของตัวเอง&lt;br /&gt;               แต่บางครั้งเราก็ต้องเข้าใจนะค่ะว่าบางคนอาจจะไม่มีทางอื่นเลือกแล้วจริงๆ ตัวเอย่างเช่น เรียนมาก็จบแค่ป.4 ไปสมัครงานอะไรก็ไม่มีใครเค้ารับ ครอบครัวทางบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดทำนา นาก็ล่มเป็นหนี้เป็นสินท่วมหัว เมียก็ท้องแก่ใกล้คลอดแต่ไม่มีตังค์จ่ายค่าหมอ หรือว่าค่านมลูก มากมายหลายประการ แห่ม ก็เข้าใจนะค่ะคนเรามันเลือกไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นแล้วก็ทำได้ ใครๆเค้าพูดกันฟ้าลิขิตลายมือ ลายมือิขิตชีวิต ทำไมไม่คิดบ้างหล่ะค่ะว่า ลายมือมันอยู่ในกำมือจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ทุกอย่างมันเกิดก็เป็นผลมาจากการกระทำของเรานั้นเอง โทษใครไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าอีฉันเอาใจช่วยคนดีที่ตกทุกข์ขอให้พบหนทางที่ดีกว่านี้.....สาธุ            &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                                                                        อักษรสวรรค์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8619888-111208924488915780?l=darintara.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://darintara.blogspot.com/feeds/111208924488915780/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8619888&amp;postID=111208924488915780' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111208924488915780'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8619888/posts/default/111208924488915780'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://darintara.blogspot.com/2005/03/blog-post.html' title='สุรวงศ์ เมื่องลับแล'/><author><name>Ath@sg</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01228108087157423230</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
